ต้นกำเนิด “นวดไทย” มรดกโลก

ถ้าพูดถึงสิ่งที่ต่างชาติมักจะนึกถึงเมื่อพูดถึงประเทศไทย นอกจากต้มยำกุ้งแล้ว
ก็คงจะเป็นการนวดไทย ที่โด่งดังไปทั่วโลก และคงไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่รู้จัก”นวดไทย”
และเมื่อไม่นานมานี้ ยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “นวดไทย” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย ซึ่งนำความภาคภูมิใจมาสู่คนไทยทุกคน
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมนี้ โดยส่วนใหญ่ทุกคนจะรู้เพียงแค่ว่า
การนวดไทยมีมากว่า 2500 ปีและมีการค้นพบบันทึกจากศิลาจารึกต่างๆ
แต่ก็ยังไม่มีใครรู้อยู่ดี ว่าแท้จริงแล้วก่อนจะมีการบันทึกไว้นั้น การนวดไทยเกิดขึ้นได้อย่างไร

ในสมัยโบราณ ประเทศไทยที่มีการนับถือศาสนาพุทธ เพราะได้รับอิทธิพลมาจาก “พราหมณ์” ซึ่งเน้นการทำสมาธิ วิปัสสนา ถือศีลตามป่าเขา
โดยเราจะเรียกนักบวชหรือคนเหล่านี้ว่า “ฤาษี”
ฤาษีเหล่านี้จะบำเพ็ยเพียนโดยการทำสมาธิในท่าเดิมเป็นเวลาหลายชั่วโมงไปจนถึงหลายวัน เรามักจะได้ยินว่าฤาษีนั้นนั่งบำเพ็ญเพียรโดยไม่กินน้ำหรืออาหารเลย ซึ่งนอกจากความหิวที่ฤาษีต้องเผชิญแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่มักจะเลี่ยงไม่ได้คือการปวดเมื่อยจากการอยู่ในท่าเดิมนานๆ เพื่อแก้ไขอาการปวดเมื่อยที่เกิดขึ้น จึงได้ทดลองขยับเขยื้อนร่างกาย มีการยืดงอและเกร็งตัว ดัดตน ทำให้เกิดเป็นท่าดัดต่างๆ ที่เรียกว่า “ฤาษีดัดตน”

“ฤาษีดัดตน” จึงเกิดจากการทดลองและกลั่นกรองจากประสบการณ์ของฤาษีไทยโบราณ
ที่พัฒนาจนมีความเข้าใจในร่างกาย ทั้งในด้านกายวิภาค พลังงานรวมไปถึงจิตใจ ช่วยในการบริหารร่างกาย เพื่อให้สุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ

อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ โดยเทคนิคเหล่านี้มีประโยชน์ในการรักษาและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับคนอื่นได้ จึงเกิดเป็นการนวดไทยสำหรับการนวดรักษาผู้อื่นขึ้น กล่าวได้ว่าการนวดไทยพัฒนามาจากท่าต่างๆของฤาษีดัดตนนั้นเอง


ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ทุกคนคงเปรียบได้กับฤาษีที่มีการอยู่ในอิริบาบถเดิมนานๆ
ไม่ว่าจะเป็น คนขับรถที่ต้องนั่งขับรถติดต่อกันทั้งวัน
พนักงานออฟฟิศที่นั่งทำงานติดโต๊ะเป็นเวลาหลายชั่วโมง ดังนั้นทุกคนอย่าลืมดูแลตัวเองโดยการหาโอกาสนวดไทย เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายกันบ้างนะคะ

โอกาสหน้าเราจะมาพูดถึงท่าฤาษีดัดตน ที่ใช้ลดอาการปวดในส่วนต่างๆกันค่ะ